กูมีโอกาสได้เข้าไปอ่านบลอกของคุณหวาย (ขออภัยท่านผู้มีอุปการะคุณในความสุภาพของเจ้าของพื้นที่ ที่หากินกับคำว่าข้าพเจ้าได้เแค่เพียงชั่วครั้งชั่วคราวก่อนกลับเข้าสู่ภาวะปกติของหญิงไทยพื้นบ้านอีกครั้ง)
กูติดใจกับรูปดิสเพลย์ของคุณหวายเป็นพิเศษ (หน้าตาคุณหวายไม่ได้ชวนให้ติดใจสงสัยอะไรจ้ะ อย่าเข้าใจผิด)
เข้าใจได้ว่านั่นคือรูปที่สกรีนบนเสื้อเชิ๊ตที่คุณหวายซื้อมาจากงาน T-Shirts Festival ที่คุณหวายเขียนเล่าให้ฟัง รูปดังกล่าวชวนให้เข้าใจว่าผู้ออกแบบได้สื่อเป็นนัยชักชวนให้ผู้คนแหกกรอบ แหกคอก ออกกบฎ แต่หากกูเข้าใจความหมายผิดไปก็ขออภัยมา ณ ที่นี้
กูจึงขอเขียนบลอกตามความเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างของกูไปอย่างที่กูเข้าใจก็แล้วกัน
ก่อนอื่นกูขอเกริ่นถึง "กรอบ" ตามความเข้าใจของกูเสียก่อน
การที่กูเกิดมาเป็นคนคนหนึ่งซึ่งถูกล้อมกรอบมาตั้งแต่กำเนิดโดยมดลูกของมารดา กูจึงทำใจไว้แต่เนิ่นแล้วว่าไม่ว่าอย่างไรกูก็คงจะหลบหนีจากกรอบไปไม่พ้นจนกระทั่งกูจะนอนให้ล้อมกรอบอย่างเต็มใจในบั้นท้ายของชีวิตเพราะกูขี้เกียจหายใจ กูจึงพอเข้าใจได้ว่าเพราะเหตุใดผู้คนจึงอยากจะแหกกรอบกันนักหนาในระหว่างชีวิต ไม่ว่าจะเป็นกรอบประเพณี กรอบความคิด กรอบสถานะทางสังคม หรือกรอบอื่นใดทั้งหลายแหล่
หากแต่การที่กูเกิดมาเป็นคนที่ขี้เกียจขวนขวายดิ้นรนจนตัวเป็นขน จึงทำให้กูกลายเป็นคนที่ขี้เกียจจะหาเรื่องแหกโน่นแหกนี่ หากกูอยากจะแหกอย่างเดียวก็คือแดกอย่างแหกหม้อแหกไห
แต่ก็อีกนั่นแหละ คำว่ากรอบก็ยังเป็นสิ่งที่น่าเชิญชวนให้สนใจเป็นอย่างยิ่ง
ปราชญ์ Tim Beaver เพิ่งกล่าวไว้ว่า...
"You don't have to bring down the house to feel the rain. Put your head out of the window to feel it. You aren't James Brown. Make the room so you can breathe.
People gotta be free but they don't have to be homeless. If you have control, you can have easy over or sunny side-up. Chaos only breeds scrambled eggs.
Any material in the world does not cease existance. It transforms to its next natural stage. It's the circle of life. You break out of one frame just to go to another. Before you break the wind, make sure you know which way the wind blows. Because when you exercise your freedom it can come back and choke your family. Otherwise it's gonna only be "Rebel Without A Pause"...
หากกูจะพูดอย่างให้เสียงภาษาไทยกูก็คงต้องเท้าคางเพื่อเท้าความถึงการมีบ้านบ้านหรือที่อยู่อาศัยของคนเรา
เราสร้างบ้านขึ้นเพื่อเป็นกรอบปกป้องชีวิตและทรัพย์สินเราจากภยันอันตรายและสภาพดินฟ้าอากาศ ความแห้งแล้งของแดดร้อนและลมหนาว ความเปียกชื้นของฝนฉ่ำ หากแต่มีบางครั้งที่เราอยากรับสายลม แสงแดด และสายฝน สิ่งที่เราทำคือเปิดหน้าต่างเพื่อสัมผัสมันหรือก้าวขาออกไปข้างนอก มิใช่รื้อบ้านทั้งหลัง เพื่อที่ว่าเมื่อเราได้ลิ้มรสแห่งอิสรภาพจนพอใจจนหนาวหรือร้อนจนเกินไป เราก็ยังมีที่ที่สามารถปกป้องให้ร่มเงาความอบอุ่นไว้ไห้อุ่นใจว่าเราจะไม่เกรียมหรือแข็งตายอยู่ข้างนอกโน่น
การถ่ายภาพก็ยังต้องมีกรอบเพื่อเก็บสิ่งที่เราต้องการถ่ายให้มาอยู่รวมกันในจุดใดจุดหนึ่ง
การวาดภาพก็ต้องมีกรอบเป็นตัวกำหนด งานประติมากรรมที่จัดแสดงกลางแจ้งหรือจุดใดจุดหนึ่ง ก็ต้องการจุดที่เรียกความสนใจจากผู้คน จุดนั้นก็ถือว่าเป็นกรอบ
เราคิดว่าเรามองได้มากเห็นได้มาก แต่ก็ไม่มากไปกว่ากรอบของนัยน์ตา
เราสามารถคิดได้ว่าจินตนาการกว้างไกลไม่มีขอบเขต จริงจริงแล้วมันมี กรอบนั่นก็คือกรอบความรู้ที่เรามีว่าจะสามารถนำพาจินตนาการไปได้ถึงไหน
กูจึงมิคิดว่าการมีกรอบติดตัวไว้จะเป็นเรื่องชวนอัตคัตในชีวิตให้สิ้นเนื้อประดาใจแต่อย่างไรเลย
การแหกอาจจะฟังเป็นสิ่งสวยหรูราวอุดมคติสำหรับผู้ที่มีพร้อมสมบูรณ์ทุกประการและวัยที่สติปัญญาเพิ่งเริ่มเจริญพันธุ์จนอยากแสวงหาสิ่งใหม่ให้ชีวิตมีรสชาติและสีสัน เพื่อเป็นตำนานสามัญประจำบ้านไว้เล่าขานให้ลูกหลานฟังแต่จงอย่าลืมว่าหากปราศจากซึ่งสติสัมปชัญญะและวุฒิภาวะ ท่านอาจจะมิได้แม้แต่จะมีชีวิตอยู่ถึงลูกถึงหลาน หรือหากมีชีวิตอยู่ก็อาจจะอยู่อย่างลังเลว่าสมควรจะนำญัตติวาระนั้นนำเสนอเข้าสู่วงเหล้าหรือวงข้าวเหนียวส้มตำไก่ย่างให้สุราและอาหารหมดสิ้นรสชาติไปหรือไม่
แต่สำหรับผู้ที่สติปัญญาเริ่มเข้าสู่วัยชราแต่หากร่างกายยังใฝ่ในการเจริญพันธุ์เยี่ยงกูเล็งเห็นว่า มันผ่านมาแล้วก็ผ่านไป ก็เท่านั้นเอง
ขอขอบคุณผู้ร่วมอุปถัมภ์รายการ
-ทุเรียนอบกรอบตราก้านเพชรหนามทองคำ
-มันฝรั่งอบกรอบ เกย์ แค่เคี้ยวก็เสียวแล้ว
-ข้าวหมูกรอบเชิงสะพานตลาดโ้ต้รุ่ง
ล้ำลึกดีค่ะ ชอบคำของฝรั่งอ่ะ